พระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว
ทรงมีต่อทหารผ่านศึก


          ปี ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้ ถือเป็นปีมหามงคลของประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ
     หรือ ๘๔ พรรษา  โดยที่พระองค์ทรงเป็น  พระมหากษัตริย์ที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลก และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
     นานับปการ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและพสกนิกรอย่างอเนกอนันต์ นำมาซึ่งความ ปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่ปวงชน
     ชาวไทยทุกหมู่เหล่า



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงวางพวงมาลา อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕


          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ชูศิลป์  คุณาไทย  ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก นำคณะเจ้าหน้าที่
          ขององค์การ ฯ และทหารผ่านศึกพิการ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย
          พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๐


          องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงรับองค์การฯ เข้าอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์
     เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๔๙๑ และทรงมีพระราชดำรัสต่าง ๆ  ซึ่งถือเป็นการพระราชทานแนวทางในการดำเนินงานสงเคราะห์  ช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว เพื่อ
     เขาเหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี  ทรงมีพระเมตตาและห่วงใยต่อบรรดาทหารหาญ ซึ่งพระองค์ถือว่าเขาเหล่านั้นเป็นด่านแรกที่ยอมสละเลือดเนื้อชีวิตเพื่อปกปักรักษาชาติ
     เมื่อครั้ง ยังทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนเหล่าทหารหาญในพื้นที่อันตราย ไม่เว้นแม้แต่ที่ฐานปฏิบัติการ  โดยได้
     ทรงนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปพระราชทานถึงที่  แม้ใน ยามที่เขาเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บ พระองค์ก็ยังทรงให้ความ ห่วงใย เสด็จไปเยี่ยมปลอบขวัญถึงโรงพยาบาล
     โดยมีพระราชดำรัสพระราชทานกำลังใจให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บพิการ  พิการทุพพลภาพ เพื่อมิให้เกิดความย่อท้อ เพราะพระองค์ทรงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพ
     ของมนุษย์ว่า แม้จะสูญเสียอวัยวะไป แต่ก็ยังสามารถใช้ความคิด  และความสามารถทางสติปัญญาที่มีดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
     ได้ นับเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารผ่านศึกอย่างหาที่สุดมิได้  อีกทั้งเมื่อบรรดาทหารหาญเสร็จสิ้นจากภารกิจหน้าที่ในสนาม ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน
     เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่าง ๆ ให้ตามควรแก่ การปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นการยกย่อง สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนพิการหรือพิการทุพพลภาพ  ก็ยังทรงให้การดูแลอย่าง
     ต่อเนื่องผ่านทางองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูบำบัดทหารผ่านศึกพิการทุพพลภาพ ที่กองแพทย์ องค์การ-
     สงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อรับผู้ป่วยที่พิการทุพพลภาพจากการรบ  และปลดประจำการจากสามเหล่าทัพ  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไว้ดูแลให้การรักษาบำบัดอย่าง
     ต่อเนื่อง หรือตลอดชีวิตในกรณีจำเป็น โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๓ เวลา ๑๖.๐๐ น. ซึ่งปัจจุบัน
     กองแพทย์ดังกล่าว  ได้เลื่อนฐานะเป็นโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และมีการให้บริการให้ด้านการรักษาพยาบาลแก่ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก ตลอดจนประชาชน
     ทั่วไป และยังมีภารกิจในการฟื้นฟูบำบัดทั้งทางด้านร่างกาย  และจิตใจแก่ทหารผ่านศึกพิการ ทุพพลภาพ มีการจัดทำอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ช่วยสภาพความพิการ
     รวมทั้งฝึกอาชีพให้กับทหารผ่านศึก  นับได้ว่าโรงพยาบาลทหารผ่านศึกถือกำเนิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณ  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่ออดีต
     ทหารหาญของชาติอย่างแท้จริง




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  ทรงเปิดโรงพยาบาลทหารผ่านศึก วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๑๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  เสด็จทรงเยี่ยม นิคมเกษตรกรรมคลองน้ำใส  วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๔

          นอกจากนี้  ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้  ที่ทรงมีต่อทหารผ่านศึก ได้นำมาสู่แนวความคิด ในการกำหนดนโยบายขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
     เพื่อพัฒนาการสงเคราะห์ให้เป็นไปอย่างครบวงจรต่อเนื่อง และเป็นระบบ โดยยึดถือตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่องค์การ-
     สงเคราะห์ทหารผ่านศึก ความว่า “การสงเคราะห์นั้น ให้สงเคราะห์เพื่อให้เขาช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ใช่ให้เขาตลอด  การให้ความช่วยเหลือขององค์การ ฯ นอกจากจะทำ
     ให้เขาเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้เคยประกอบคุณความดี  เพื่อชาติและประชาชน ได้มีที่อยู่อาศัย มีอาชีพ  มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวแล้ว  ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ
     ให้แก่ทหารหาญของชาติ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้  และในอนาคต ได้ประจักษ์ว่า “หากชีวิตต้องสิ้นไป ทางราชการก็จะเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูครอบครัวให้มีความสุข
     ตลอดไป  
หรือหากไม่เสียชีวิตแต่ต้องพิการทุพพลภาพ  หรือแม้ไม่เป็นอะไรเลย ทางราชการก็ไม่ทอดทิ้ง  แต่จะให้การสนับสนุนค้ำจุน  และช่วยเหลือดูแลทุกข์สุข
     ตามสมควรต่อไป